รัฐประหารเมียนมา: 2 เดือนหลังทำลายประชาธิปไตย กับจุดยืนประเทศไทย

รัฐประหารเมียนมา: 2 เดือนหลังทำลายประชาธิปไตย กับจุดยืนประเทศไทย – BBCไทย

ตลอด 2 เดือนนับจากพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย นำทีมก่อรัฐประหารเมื่อ 1 ก.พ. การเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับกองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีประชาชนไม่ต่ำกว่า 400 คนต้องเสียชีวิตระหว่างออกมาชุมนุมต่อต้านการยึดอำนาจครั้งล่าสุด

บีบีซีไทยประมวลเหตุการณ์ในรอบ 2 เดือนนับจากรัฐประหารภายในเมียนมา ทว่าหลายเหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นมีชื่อไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

24 ก.พ. “เขาขอมาพบ” หรือ “เชิญเขามา”

รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ถูกวิจารณ์ว่าให้การ “รับรองเผด็จการทหารเมียนมา” หลังผู้นำรัฐบาลไทยเปิดห้องรับรองภายในสนามบินทหาร พูดคุยกับนายวันนะ หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (รมว.) การต่างประเทศของเมียนมา

การพบปะกันในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 24 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน. 6) โดยถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของ รมว.ต่างประเทศ ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำรัฐประหาร

พล.อ. ประยุทธ์ ชี้แจงว่า เป็นเรื่องที่ทางเมียนมาร์ขอเยี่ยมคารวะมา หลังจากที่เขาพบกับ รมว.ต่างประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางการต่างประเทศ

“เมื่อเขาขอมาก็ต้องพบเขา แต่ไม่ได้หมายถึงว่าไปรับรองอะไรทั้งสิ้น ที่ผมคุยกับเขาก็เพื่อจะทราบพัฒนาการทางด้านการเมืองและสถานการณ์ในประเทศเมียนมา พร้อมแสดงความห่วงใยในนามของประเทศที่มีชายแดนติดกัน ประชาชนไปมาหาสู่กัน… ” พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว

ผู้นำรัฐบาลไทยย้ำอีกครั้งว่า “บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่เป็นทางการ เข้าใจไหม ถามทุกเรื่อง เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอยู่แล้ว เราเป็นมิตรประเทศก็ต้องรับฟังซึ่งกันและกัน… เราก็เป็นกำลังใจ เป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่ต้องทำให้เกิดความร่วมมือ แล้วก็ส่งกำลังใจให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แค่นั้นก็พอแล้วข่าว”

ในดินแดนประเทศไทยนี้เองที่ รมว.ต่างประเทศเมียนมา มีโอกาสพบปะกับนางเร็ตโน มาร์ซูดี รมว.ต่างประเทศของอินโดนีเซีย โดยมีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศของไทย ร่วมด้วย

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายถึงการพบกัน 3 ฝ่ายว่า รมว.ต่างประเทศของ 2 ชาติมาเยือนไทยในวันเดียวกัน “ทางไทยจึงได้ประสานให้ทั้งสองได้พบกัน เป็นการพูดคุยในฐานะมิตรประเทศสมาชิกอาเซียน โดยที่ฝ่ายเมียนมามาเยือน ซึ่งเมียนมาเป็นเพื่อนบ้านและหนึ่งในสมาชิกครอบครัวอาเซียน และนายกรัฐมนตรีไทยก็มีความห่วงใยในสถานการณ์ จึงได้ให้ รมว.ต่างประเทศเมียนมาเยี่ยมคารวะ”

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวทางการของรัฐบาลเมียนมา MNA รายงานว่านายวันนะ หม่อง ลวิน เดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษจากกรุงเนปิดอว์ตั้งแต่ 07.00 น. เพื่อมาพบ พล.อ. ประยุทธ์ในกรุงเทพฯ “ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี” และเดินทางกลับถึงเมืองของเมียนมาในเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน

ส่วนสถานีโทรทัศน์ของทางการเมียนมาก็เผยแพร่ภาพการพบกันระหว่างผู้นำไทยกับรัฐมนตรีต่างประเทศที่มาจากการรัฐประหาร แต่ไม่มีข่าวนี้ทางโทรทัศน์ไทย ทั้งที่การหารือมีขึ้นในกรุงเทพฯ

อาเซียน “ไม่แทรกแซงกิจการในประเทศเพื่อนบ้าน”

หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ สมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้จัดประชุม รมว.ต่างประเทศ นัดพิเศษผ่านระบบวิดิโอคอนฟีเรนซ์ เมื่อ 2 มี.ค. เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองในเมียนมา โดยมีตัวแทน 10 ชาติอาเซียนเข้าร่วมครบถ้วย รวมถึงเมียนมาด้วย

การประชุมนัดนี้เกิดขึ้นหลังกองกำลังฝ่ายความมั่นคงเมียนมาเข้าสลายการชุมนุมของฝ่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารเมื่อ 28 ก.พ. และทำให้ประชาชนเสียชีวิต 18 รายภายในวันเดียว

บรูไนในฐานะประธานอาเซียน เสนอให้ รมว.รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งหมดออกคำแถลงการณ์ร่วมกัน แต่สุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้ จึงลงเอยที่การออกแถลงการณ์ในนามประธานอาเซียนแทน

“เราเป็นห่วงถึงสถานการณ์ภายในเมียนมา อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งการใช้ความรุนแรง ต่างฝ่ายต่างผ่อนปรน และร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างสันติ ผ่านการเจรจาอย่างมีหลักการ” แถลงการณ์ของประธานอาเซียนระบุ

ในระหว่างว่าประชุมมีสมาชิกอย่างน้อย 4 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารภายในเมียนมา และให้ความเห็นกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ

นายทีโอโดโร ล็อกซิน จูเนียร์ รมว.ต่างประเทศของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า หลักการของอาเซียนที่ว่า “ไม่แทรกแซงกิจการภายในของสมาชิก” ไม่สามารถใช้เป็น “ข้ออ้าง” หรือ “เงื่อนไข” ในการกระทำผิดกฎหมาย

ขณะที่ไทยไม่ได้แสดงจุดยืนใด ๆ ชัดเจน โดยนายดอนให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวว่า การออกมาแสดงท่าทีกดดันก็อาจจะใช้ได้ผลแค่ระดับหนึ่ง แต่ไม่ช่วยทำให้เดินไปถึงปลายทางเพื่อแก้ปัญหานี้ได้ เพราะปลายทางของเรื่องนี้คือการที่เมียนมากลับมาสู่ความสงบ ประชาชนได้รับประโยชน์จากความสงบตรงนั้น และจะนำไปสู่ความสงบและเสถียรภาพในภูมิภาคอาเซียน

ต่อมาวันที่ 11 มี.ค. ไทยได้ออกแถลงการณ์ย้ำท่าทีตามประธานอาเซียน เรียกร้องให้มีการคลี่คลายสถานการณ์ การปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัว รวมทั้งของกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหาทางออกร่วมกันโดยสันติวิธี

ล่าสุดวานนี้ (30 มี.ค.) นายดอนเปิดเผยว่า ได้ประสานไปยังบรูไนในฐานะประธานอาเซียนเรื่องการจัดประชุมอาเซียน โดยประเด็นหลักคือหาทางทำให้เกิดสันติสุขในเมียนมา สู่ประชาชนเมียนมา และให้อาเซียนกลับมาเป็นภูมิภาคที่สงบ

20 มี.ค. ข้าวสารปริศนา แค่ “ฝากซื้อของ”

ต่อมาได้เกิด “ดรามาข้าวสารปริศนา” กว่า 700 กระสอบ พร้อมเสบียงอื่น ๆ ถูกนำมากองไว้ริมแม่น้ำสาละวิน ที่จุดผ่อนปรน ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อ 20 มี.ค. ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา ท่ามกลางภาวะตึงเครียดของสถานการณ์การเมืองในเมียนมา โดยเฉพาะเมื่อกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู – KNU) ออกแถลงการณ์ประกาศไม่รับผิดชอบใด ๆ หากเสบียงอาหารทั้งหมดผ่านไปยังพื้นที่ของเคเอ็นยู

ชาวบ้านที่หมู่บ้านสามแลบจึงร้องขอให้ทางการไทยรีบเข้าตรวจสอบ เพราะเกรงเป็นเสบียงที่จะส่งให้ทหารเมียนมา และจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับเคเอ็นยู

ในระหว่างนายธนดล สถาวรเวทย์ ปลัดอำเภอสบเมย ลงพื้นที่ตรวจสอบที่บ้านแม่สามแลบเมื่อ 23 มี.ค. ไทยรัฐรายงานว่า มีผู้ประสานงานทางทหารเมียนมาที่ชื่อว่านายมิเต็ง ร่วมให้ข้อมูลกับประชาชนและสื่อมวลชนว่า พันโท เอ เม็น สั่น ผบ.พัน 341 จ.ผาปูน ของกองทัพเมียนมา แจ้งว่ากองข้าวและเสบียงชุดนี้เป็นของทหารเมียนมาที่ต้องการส่งไปยังฐานทหารแม่หระท่า ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ และส่งต่อไปอีกยัง 4 ฐานของทหารเมียนมาในรัฐกะเหรี่ยง เป็นการส่งเสบียงประจำปีในรอบ 6 เดือน โดยได้ส่งมาจากเมืองเมียวดี และเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งนำเข้ามาทาง อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อขนมาออกทางจุดผ่อนปรนบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย

แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเคเอ็นยู บอกกับผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซีไทยว่า การส่งเช่นนี้ เป็นการเปลี่ยนเส้นทาง เนื่องจากทหารเมียนมาไม่สามารถใช้พื้นที่จากจังหวัดผาปูน ในรัฐกะเหรี่ยง ลำเลียงไปยังพื้นที่ของทหารเมียนมาที่ประจำการอยู่ได้ หลังฝ่ายเคเอ็นยูได้ปิดเส้นทางไว้ทั้งหมด เพื่อป้องกันการเข้ามาจับกุมราษฎรกะเหรี่ยงที่มีกิจกรรมชุมนุมการต่อต้านการรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามทั้งนายพลระดับสูงของไทยต่างออกมาปฏิเสธว่าข่าวสารปริศนาไม่ใช่การส่งเสบียงสนับสนันให้กองทัพเมียนมา แต่เป็นการค้าขายปกติ

พล.ท. อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า เป็นการประสานฝากซื้อข้าวสาร ของใช้ต่าง ๆ จากฝั่งไทย โดยประสานผ่านคณะกรรมการชายแดนระดับท้องถิ่น (TBC :Township Border Committee) และทำมา

เช่นเดียวกับ พล.อ. ประยุทธ์ที่บอกว่า “เป็นการค้าขายปกติชายแดน คนอยู่ก็ต้องกินต้องอยู่ มันคนละส่วนกันไม่ใช่หรือ ทำไมจะต้องทำให้เกิดปัญหาเล่า เรื่องไม่เป็นเรื่อง ไปพันเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของเขา มันคนละเรื่องกันหมด”

27 มี.ค. ร่วมงานวันกองทัพเมียนมาใน “วันนองเลือด”

ในวันที่กองทัพเมียนจัดพิธีสวนสนามแสดงแสนยานุภาพ เนื่องในวันกองทัพ 27 มี.ค. ไทยเป็น 1 ใน 8 ชาติที่ส่งผู้แทนเข้าร่วมงานทั้งช่วงเช้า และงานกาลาดินเนอร์ในช่วงค่ำ

นิเคอิ เอเชีย รายงานว่า 7 ประเทศได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารเป็นตัวแทนเข้าร่วมงานวันกองทัพเมียนมา ได้แก่ จีน, อินเดีย, ปากีสถาน, บังกลาเทศ, เวียดนาม, ลาว และไทย และอีก 1 ประเทศคือรัสเซียส่งรัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงกลาโหมเข้าร่วมงาน

สวนทางกับท่าทีของ 12 ชาติมหาอำนาจที่ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามกองทัพเมียนมา

“กองทัพที่มีความเป็นมืออาชีพ ย่อมต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และมีความรับรับผิดชอบในการปกป้อง ไม่ใช่ทำร้ายประชาชนที่พวกเขาปกป้องดูแลเสียเอง” แถลงการณ์รัฐมนตรีกลาโหม 12 ประเทศ เมื่อ 28 มี.ค. ระบุตอนหนึ่ง

สำหรับ 12 ประเทศที่ร่วมลงชื่อ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, เดนมาร์ก, เยอรมนี, กรีซ, อิตาลี และเนเธอร์แลนด์

ในวันครบรอบ 76 ปีกองทัพเมียนมา มีประชาชนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารถูกกองกำลังฝ่ายความมั่นคงสังหารไปอย่างน้อย 114 ราย ตามการเปิดเผยของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners – AAPP) โดยถือเป็นจำนวนสูงสุดนับจากรัฐประหารเมื่อ 1 ก.พ. จนถูกขนานนามว่าเป็น “วันนองเลือด”

นักวิชาการและนักกิจกรรมการเมืองในไทยตั้งคำถามต่อท่าทีของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการให้ “ใบอนุญาตฆ่า” หรือไม่

ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างอ้อมแอ้ม ถึงการส่งตัวแทนไปร่วมงานวันสถาปนากองทัพเมียนมา

“มันเป็นช่องทางทางการทหารที่เราจำเป็นต้องติดตาม เราต้องหากลไกต่าง ๆ ที่จะสามารถติดตามในเรื่องพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมาและความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมกล่าวเมื่อ 29 มี.ค. และยังอธิบายด้วยว่าต้องเตรียมแก้ปัญหาผลกระทบในฐานะประเทศที่มีดินแดนติดกัน เพราะเมื่อมีการสู้รบก็ต้องมีการอพยพ

เมื่อถูกถามต่อไปว่าหลายกรณีถูกเชื่อมโยงว่าไทยสนับสนุนทหารเมียนมา พล.อ. ประยุทธ์ตอบว่า รัฐบาลทราบดีและติดตามอยู่ทุกวัน กระทรวงการต่างประเทศได้รายงานมาโดยตลอด ฝ่ายความมั่นคงก็รายงานขึ้นมา

“ไทยสนับสนุนทหารเมียนมาตรงไหน ผมไม่เข้าใจ คงไม่มีใครที่จะไปสนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงกับประชาชน”พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

29 มี.ค. รับ “ผู้ลี้ภัย” ไว้ชั่วคราว

นอกจากสังหารผู้ประท้วงต่อต้านกองทัพเมียนมาในหลายเมือง ในวันที่ 28 มี.ค. กองทัพเมียนมายังส่งเครื่องบินรบยิงถล่มพื้นที่กองบัญชาการกองพลน้อยที่ 5 เคเอ็นยู โดยจุดที่ถูกถล่มชื่อเดโปโน (DePoNo) จ. ผาปูน ซึ่งศูนย์ราชการของฝ่ายเคเอ็นยู และมีบ้านเรือนประชาชนอาศัยอยู่ด้วย ทำให้ประชาชนกะเหรี่ยงเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอย่างน้อง 7 คน

เจ้าหน้าที่เคเอ็นยูระบุว่า เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ที่กองทัพเมียนมาส่งเครื่องบินโจมตีที่มั่นของเคเอ็นยู

ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านจากเมียนมาอพยพหนีภัยมายังฝั่งไทยใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อช่วงบ่ายของ 29 มี.ค. โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ผู้อพยพประมาณ 2,000 กว่าคน ยังอยู่ในแนวตะเข็บชายแดน ต.แม่คง อยู่ระหว่าง อ.แม่สะเรียง กับ อ.สบเมย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างข้อมูลนักเคลื่อนไหวด้านกิจการเมียนมา 2 กลุ่มว่า ทางการไทยได้ผลักดันชาวบ้านกว่า 2,000 คนที่หลบหนีการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังกะเหรี่ยงเข้ามาฝั่งไทยใน จ.แม่ฮ่องสอน กลับรัฐกะเหรี่ยงแล้ว และชี้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไร้มนุษยธรรม

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ล่าสุด วันที่ 30 มี.ค. รัฐบาลไทยยืนยันจะดูแลตามหลักมนุษยธรรมชั่วคราว และต้องกลับประเทศเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่อยากให้มีการอพยพเข้ามาในพื้นที่ของเรา ขณะเดียวกันเราก็ต้องดูแลในเรื่องของสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย อันนี้ขอให้ระมัดระวังนิดนึง

นายดอนชี้แจงว่า หากเดือดร้อนจะดูแลตามหลักมนุษยธรรม แต่หากเลยจุดนั้นแล้วก็ต้องกลับไป เพราะประเทศไทยไม่สามารถรับคนได้มากมาย มันเป็นเช่นนั้น เพราะทุกประเทศหรือประเทศใดที่มีปัญหาเรื่องผู้หนีภัยเข้ามาก็ต้องได้รับการดูแลในช่วงระยะหนึ่ง และต้องกลับบ้านเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

ADD YOUR COMMENT

Your email address will not be published. Required fields are marked *