cep casino barcelona bonus code casino com en espana casino bono por registro espana horario casino barcelona poker km de casino de barcelona al hotel checkin pineda de l'alianca del poble nou casino 08005 barcelona torneo casino gran madrid de mus administraciones calle casino madrid casino de madrid sol premios madrid casino madrid 2018 28 de mayo madrid gran casino de colon carta casino de madrid cartagena espana casino casino de madrid modestia aparte y la union velada casino madrid directo casino de artesanos de madrid casino de marbella poker de moncloa a gran casino de madrid calle alcala restaurante mandarin casino de madrid perfil casino online espana restaurante buffet casino barcelona casinos tiradas gratis sin deposito casinos espana casino madrid metro sevilla fiesta casino madrid bono registro casino gran madrid restaurante paco roncero casino de madrid reservar casino bufete barcelona boda terraza casino de madrid codigos bonos casinos online espana ruleta casino barcelona casino de tiana barcelona velada boxeo gran casino madrid juan magan en concierto casino madrid descuento bufet casino barcelona casino espana giros gratis https media-cdn.tripadvisor.com media photo-s 04 77 87 b7 casino-gran-madrid.jpg oda casino barcelona casino gran madrid nochevieja logo casino madrid kubik casinos de espana con poker socios casino madrid casino barcelona quitar cuenta casino de l alianca del poblenou barcelona poker casino valladolid venta de entradas fin de ano casino de madrid madrid salon de baile casino gran via ept casino barcelona casino de madrid menu degustacion cupon bienvenida casino barcelona casinos online en espana sin deposito

กะเหรี่ยงหนีภัยสู้รบ : ชีวิตบนความหวาดผวา กับคราบน้ำตาสองฝั่งสาละวิน

กะเหรี่ยงหนีภัยสู้รบ : ชีวิตบนความหวาดผวา กับคราบน้ำตาสองฝั่งสาละวิน

ชัยยศ ยงค์เจริญชัย

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

“นี่คือชีวิตของพวกเราที่ถูกเผด็จการคุกคาม ชีวิตผมและชีวิตผู้ลี้ภัยคนอื่นไม่ต่างกัน” ซอ ปองเลกะเลลามุ ชายชาวกะเหรี่ยงในวัยสี่สิบเศษ กล่าวผ่านวิดีโอคลิปขณะถ่ายให้เห็นภาพเด็กชายวัยไม่ถึง 10 ขวบกำลังนั่งเล่นอยู่กับเด็กชายวัยไม่ถึง 3 ขวบอยู่ในซอกเขาที่ดูเหมือนถ้ำริมฝั่งแม่น้ำสาละวินฝั่งเมียนมา ตรงข้ามกับบริเวณ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ซอ เป็นหนึ่งในชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 3,000 คน จาก 9 หมู่บ้านในเมืองลูตอ รัฐกะเหรี่ยง ที่ต้องทิ้งบ้านเรือนพยายามหนีเข้ามาฝั่งไทย หลังทหารเมียนมาโจมตีทางอากาศเขตอิทธิพลของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู หลายครั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของทหารเมียนมามีขึ้นตั้งแต่เย็นวันที่ 27 มี.ค. เป็นการตอบโต้ที่เคเอ็นยูเข้าถล่มฐานที่มั่นของทหารเมียนมาในรัฐกะเหรี่ยงตั้งแต่เช้าตรู่วันเดียวกันในโอกาสวันกองทัพเมียนมา สังหารทหารเมียนไป 10 นาย และยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ไปจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่เคเอ็นยูให้ข่าวกับสื่อไทยว่าอีกสาเหตุหนึ่งของการโจมตีรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญเกิดจากการที่เคเอ็นยูไม่ยอมเปิดเส้นทางให้กองทัพเมียนมาส่งเสบียงไปให้ทหาร ผลของการโจมตีทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 20 คน และทำให้คนหนุ่มสาว เด็กเล็ก และคนชรา ในรัฐกะเหรี่ยงกว่า 12,000 คนต้องหนีตายทิ้งบ้านเรือน

เคเอ็นยูอ้างว่าเกิดขึ้นอีกหลายครั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ทางการเมียนมาประกาศทางโทรทัศน์ว่าจะยุติความรุนแรงกับชนกลุ่มน้อยเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่ 1 เม.ย. ก็ตาม

“ตรงนี้มันแย่มาก ชีวิตเราไม่ปลอดภัยเลย ไม่มีใครประกันความปลอดภัยของชีวิตเราได้เลย เราอยู่ริมน้ำตรงนี้ เรากินตรงนี้ เรานอนตรงนี้ ตอนนี้เรามีชีวิตอยู่แบบนี้ อยู่ในถ้ำ” ซอกล่าวในคลิปวิดีโอที่ส่งให้บีบีซีไทยจากบริเวณริมแม่น้ำสาละวินฝั่งเมียนมาเมื่อวันที่ 2 เม.ย.

ซอและเพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 3,000 ชีวิต พยายามข้ามแม่น้ำสาละวินเข้ามายังฝั่งไทยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. แต่ถูกทางการไทยผลักดันให้ข้ามกลับไปภายในวันเดียวกัน

“พวกเราพยายามจะขอลี้ภัยอยู่ในไทย แต่ภาครัฐไม่อนุญาตให้เราอยู่ เเละเราก็กลับไปในหมู่บ้านไม่ได้ เราอยู่บ้านตัวเองไม่ได้ เพราะเผด็จการทหารทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านเรา เพราะชีวิตไม่ปลอดภัย จึงต้องมาอยู่ตรงนี้” ซออธิบาย

อย่างไรก็ตามทางการไทยปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้ผลักดันชาวกะเหรี่ยงผู้ลี้ภัยให้กลับไป แต่ได้พูดคุยทำความเข้าใจจนกระทั่งผู้อพยพเหล่านั้น “สมัครใจ” เดินทางกลับเอง

“อยู่แค่คืนเดียว”
แอ (นามสมมติ) หญิงชาวกะเหรี่ยงวัย 40 เศษซึ่งทำงานให้กับองค์กรเพื่อสตรีกะเหรี่ยง (Karen Women’s Organization) บอกกับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ว่าเธอและครอบครัวพากันข้ามมาฝั่งไทยทันทีที่หมู่บ้านของเธอถูกโจมตีจากทางอากาศเมื่อ 29 มี.ค. มีคนนับร้อยที่หลบหนีมาเพื่อมาหาที่ปลอดภัยในฝั่งไทย โดยมีบางส่วนที่ได้เข้ามาแต่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่แค่คืนเดียวเท่านั้น

“เราก็พยายามจะบอกว่าพวกเราไม่ได้ต้องการย้ายมาอยู่ที่ไทย แต่อยู่ได้แค่คืนเดียวทางเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยก็ขอให้ทุกคนข้ามกลับไปเพราะมันไม่มีอะไรแล้ว” เธออธิบาย

“พวกเราต้องการกลับบ้านเพราะทรัพย์สินก็อยู่ฝั่งโน้นหมด แต่ตอนนี้มันยังไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้ามีระเบิดหรือมียิงอีกจะให้กลับเข้ามา”

แอบอกว่าชาวกะเหรี่ยงที่ถูกผลักดันกลับไปไม่กล้ากลับไปนอนที่หมู่บ้านตัวเองเพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เธออธิบายว่าตอนนี้มีผู้ลี้ภัยประมาณ 2,000 กว่าคน ในจำนวนนั้นมีเด็กอยู่ 800 คน โดยในกลุ่มนี้มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี อยู่กว่า 400 คน (ตัวเลข ณ วันที่ 29 มี.ค.)

“ทุกคนกลับไปอยู่ฝั่งเมียนมา ตรงแนวตะเข็บชายแดนเพราะไม่กล้ากลับเข้าบ้าน ทุกคนรู้ว่าพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวินปลอดภัยกว่า เพราะว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาสามารถวิ่งเข้ามาทางฝั่งไทยง่ายกว่า และทันทีที่พวกเราก้าวขาขึ้นมาบนฝั่งไทย ทหารพม่าจะไม่กล้ายิงพวกเรา” เธอกล่าว

“สภาพความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้แย่มาก ทุกคนต้องนอนบนดิน บนทราย หรือหลบตามถ้ำต่าง ๆ อาหารที่นำมาด้วยก็จะหมดแล้ว บ้านก็กลับไม่ได้ อยากให้เจ้าหน้าที่ไทยช่วย”

แอบอกด้วยว่า ชาวกะเหรี่ยงอยากจะขอร้องให้รัฐบาลไทยจัดสถานที่ผู้ลี้ภัยให้ในฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัย และขอให้ทางการไทยเปิดแดนให้มีการนำอาหารและยาข้ามมาให้ผู้ลี้ภัยอยู่ตามตะเข็บชายแดน เธอย้ำว่าชาวกะเหรี่ยงที่ลี้ภัยไม่ต้องการจะอยู่ฝั่งไทยตลอดไป พอเหตุการณ์สงบก็จะกลับไปอยู่บ้าน

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของไทยในพื้นที่เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ชาวกะเหรี่ยงที่หลบภัยอยู่ริมน้ำสาละวินช่วงกลางวันนับพันคน จะข้ามแม่น้ำมานอนฝั่งไทยช่วงกลางคืน เพราะกลัวการโจมตีทางอากาศ แล้วข้ามกลับไปอยู่ตรงฝั่งเมียนมาในช่วงกลางวัน พวกเขายังทำแบบนี้อยู่จนถึงวันนี้เพราะเชื่อว่าการข้ามมานอนที่ฝั่งไทยจะทำให้พวกเขาปลอดภัยมากกว่า

ข้อมูลนี้ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท. อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3 เมื่อวันที่ 5 เม.ย.) ว่ามีผู้หนีภัยจากความไม่สงบมาไทย ยังคงเหลืออยู่ที่ อ.แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน “ประมาณร้อยกว่าคน”

จากเดิม 3,000 คน กลายเป็นลักษณะ “คนเดินทางข้ามไปข้ามมา” โดยยอดเมื่อคืน 4 เม.ย. กลับเข้ามาประมาณ “พันกว่าคน”

ความช่วยเหลือจากฝั่งไทย
หลังภาพผู้อพยพนับร้อยมาขึ้นฝั่งที่ไทย และภาพของพวกเขาที่ต้องอาศัยในป่าและถ้ำถูกเผยแพร่ออกไป ความช่วยเหลือจากคนไทยและชาวกะเหรี่ยงฝั่งไทยก็หลั่งไหลไปที่ชายแดนไทยทันที แต่ในเบื้องต้นไม่ได้รับอนุญาตให้ขนข้ามไปเอง

อาหาร ยา และของใช้จำเป็นได้ถูกบริจาคมาไว้หน้าด่านอยู่มากมายแต่ทางการไทยไม่สามารถส่งมอบสิ่งของดังกล่าวได้ และผู้ลี้ภัยทางฝั่งเมียนมาก็กำลังขาดแคลนอาหารเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามยังมีเอ็นจีโอและชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบางคนหาช่องทางการส่งอาหารปริมาณไม่มากผ่านแนวชายแดนธรรมชาติเพื่อบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องของพวกเขาอยู่อย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่ง พล.ท. อภิเชษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่า อนุญาตให้ส่งอาหารให้ผู้ลี้ภัยได้ แต่ต้องผ่านทหารด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังไม่สามารถปล่อยให้เรือวิ่งข้ามแม่น้ำสาละวินโดยเสรีได้เนื่องจากมีความขัดแย้งระหว่างทหารเมียนมากับเคเอ็นยูอยู่

ญาติพี่น้องสองฝั่งสาละวิน
พื้นที่ ต.แม่สามแลบ อ.สมเมย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านชายแดนตามแนวแม่น้ำสาละวินที่สงบและผู้คนใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะเป็นชาวกะเหรี่ยงจากทางฝั่งเมียนมา แต่พวกเขาก็อยู่ในพื้นที่ฝั่งไทยมานานหลายสิบปีจนได้สัญชาติไทย

บ่ายวันเสาร์ที่ 3 เม.ย. ที่ร้อนอบอ้าวและสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่สงบ ชาวบ้านแม่สามแลบต่างออกมาใช้ชีวิตวิถีใหม่อย่างระวังตัว ด้วยสภาวะการขาดแคลนน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง ทำให้ผู้หญิงและเด็ก ๆ ในหมู่บ้านต่างใช้เวลาช่วงกลางวันนี้ในการซักผ้าที่ริมตลิ่ง และเล่นนำคลายร้อนในแม่น้ำสาละวิน

ถัดขึ้นมาบนหน้าผาอันสูงชันซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่อาศัย ชายชาวกะเหรี่ยงอายุ 56 ปี นั่งเฝ้าร้านขายของชำอยู่ริมถนนพร้อมรถกระบะคันใหญ่ที่จอดอยู่หน้าบ้าน

“ผมเตรียมรถเอาไว้แล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะได้พาครอบครัวหนีทัน” ชายชาวกะเหรี่ยงกล่าว

เขาบอกกับบีบีซีไทยว่าเขาย้ายจากเมียนมามาอยู่ไทยกว่า 30 ปีแล้ว และตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่ไทย บ้านของเขาถูกเผาไป 3 หลังจากเหตุระเบิดลูกหลงทางฝั่งเมียนมา และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน เขาบอกกับครอบครัวให้เตรียมพร้อมหลบหนีอยู่เสมอ

ถัดออกไปอีกไม่ไกล สามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังเตรียมสร้างบ้านตรงบริเวณหน้าผา พวกเขาบอกกับบีบีซีไทยว่าจริง ๆ แล้วบ้านของพวกเขาอยู่ริมแม่น้ำสาละวินตรงข้ามกับฝั่งเมียนมา แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากเหตุวุ่นวายและได้ยินเสียงปืนดังในช่วงกลางคืนแทบทุกคืน พวกเขาจึงตัดสินใจย้ายขึ้นมาอยู่บนพื้นที่สูง

“พวกเราย้ายมาอยู่ไทย 18 ปีแล้ว และทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนก็จะนึกถึงเหตุความรุนแรงที่ทางฝั่งโน้นได้” หญิงชาวกะเหรี่ยงมุสลิมวัย 41 ปีกล่าว “บ้านของพวกเราเคยถูกระเบิดลง เรารู้ว่ามันโหดร้ายมาก พวกเราเลยต้องเตรียมหนี”

สามีของเธอวัย 38 ปี บอกกับบีบีวีไทยว่าทุกวันนี้เขาไม่รู้ชะตากรรมของแม่เพราะอินเทอร์เน็ตถูกตัดจนไม่สามารถติดต่อกับทางครอบครัวฝั่งโน้นได้

“ผมไม่แน่ใจว่าแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” เขาพูดพร้อมน้ำตาไหลอาบแก้ม “แต่ก่อนนี้เรายังข้ามไปหากันได้ แต่พอมีโควิด ผมไปเยี่ยมแม่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้าผ่านวิดีโอคอล แต่ตอนนี้ผมติดต่อใครไม่ได้เลย”

ครอบครัวชาวกะเหรี่ยงมุสลิมนี้บอกกับบีบีซีไทยว่าทางผู้ใหญ่บ้านและองค์การบริหารส่วนตำบลได้มาแจ้งข่าวสารให้ทุกบ้านทราบถึงจุดอพยพเมื่อเกิดเหตุไม่สงบ และพวกเขาก็เตรียมตัวหนีได้ทุกเมื่อหากมีความจำเป็น

สถานีโทรทัศน์ของทางการเมียนมาแถลงเมื่อ 31 มี.ค. ว่าจะยุติความรุนแรงกับชนกลุ่มน้อยเป็นเวลา 1 เดือน นับแต่ 1 เม.ย. แต่สำหรับชาวกะเหรี่ยงหลายคนแล้ว พวกเขาไม่เชื่อข่าวนี้

“พวกเราไม่เชื่อการประกาศหยุดยิงของรัฐบาลพม่าเพราะที่ผ่านมาพวกเขายังส่งโดรนมาสอดแนมตลอด การประกาศหยุดยิงก็คือการหยุดเพื่อรวบรวมกำลัง เรายืนยันจะหลบอยู่บริเวณชายแดนจนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัยจริง ถึงแม้ว่าจะชิตตรงนี้จะลำบาก แต่ก็เชื่อว่าปลอดภัยกว่ากลับเข้าไปในหมู่บ้าน” แอ อาสาสมัครองค์กรเพื่อสตรีกะเหรี่ยงกล่าว

ADD YOUR COMMENT

Your email address will not be published. Required fields are marked *