เกริก ชิลเลอร์ เสียใจ ไม่ได้ไปงานศพพ่อบุญธรรม ที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19

เกริก ชิลเลอร์ เสียใจ ไม่ได้ไปงานศพพ่อบุญธรรม ที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ยอมรับปรับเปลียนวิธีคิด ชีวิตอย่างระมัดระวัง

เกริก ชิลเลอร์ เสียใจ / วันที่ 6 เม.ย. ที่ บ้านเลขที่ 3 ซอยนาคนิวาส 12 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว มีการประกอบพิธีบวงสรวงละครโรแมนติกแฟนตาซี “มักกะลีที่รัก” นักแสดงชื่อดัง เกริก ชิลเลอร์ ได้เดินทางมาร่วมพิธีในฐานะนักแสดง และได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่ ก่อนหน้านี้คุณพ่อบุญธรรมที่อยู่ต่างประเทศเสียชีวิตด้วยเชื้อไวรัสโควิด-19

ขออนุญาตถามถึงเรื่องคุณพ่อ? “คุณพ่อผมอยู่ที่อเมริกาเสียชีวิตด้วยโควิด ตอนนี้ก็ทำการฝังไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำพิธีไปเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อติดโควิดเพราะว่าช่วงหลังๆมานี้เขาไม่ค่อยสบายอยู่แล้ว และเขาก็ไปโรงพยาบาลบ่อย น่าจะติดจากโรงพยาบาลครับ”

มีโอกาสได้บินไปร่วมงานไหม? “ไปไม่ได้เลยครับ เพราะว่าถ้าบินไปก็น่าจะยาวเลย กักตัวอยู่ที่โน่น กลับมาก็ต้องกักตัวอีก และช่วงนี้ก็ไม่ค่อยอนุญาตให้เดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างง่ายๆด้วยที่อเมริกา”

เสียดายไหมที่เราไม่ได้มีโอกาสไปหาท่าน? “ก็เสียดายและเสียใจแน่ๆอยู่แล้วครับ เพราะท่านเป็นคนที่มีพระคุณต่อเรามากที่สุด ก็ได้จากไปและเราไม่ได้มีโอกาสได้เจอเขาครั้งสุดท้าย”

ได้อัพเดตอาการก่อนหน้านี้ไหม? “ผมมีการโทรคุยกันเรื่อยๆ ก่อนหน้านั้น และก่อนที่เขาจะเสียชีวิตสักประมาณหนึ่งอาทิตย์ ผมก็โทรหาเขา เขาก็บอกว่าเขาอยู่โรงพยาบาล ผลตรวจเลือดเขาเป็นบวก ผมก็ตกใจเพราะว่าบ้านนั้นมีคนแก่อยู่สามคน ส่วนแม่เขาก็มีผลเป็นบวกด้วย แต่ว่าไม่ได้รุนแรงและยังแข็งแรงกว่าเขา”

คุณพ่อบุญธรรมมีโรคประจำตัวอะไรไหม? “มีครับ ช่วงนั้นเขาจะต้องไปโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ เพราะว่าเขาจะต้องไปฟอกเลือดทุกสองสามวัน ก็น่าจะมาจากโรงพยาบาลมั้ง เพราะว่าเขาก็ใช้ชีวิตอยู่สองที่ คือที่โรงพยาบาลและซุปเปอร์มาร์เก็ตแค่นั้นเอง แล้วก็กลับบ้าน”

สภาพจิตใจเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? “ผมโอเคครับ ผมเข้มแข็งขึ้นเยอะเลย เพียงแต่ว่าสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจผมมันหายไป ผมก็กังวลว่ามันจะทำให้เรารู้สึกอ่อนแอหรือเปล่า แต่โดยจริงๆแล้วไม่ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเราหายไปแต่มันกลับทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เพราะว่ามันกลายเป็นว่าเรานี่แหละ ที่เป็นผู้ชายคนเดียวในครอบครัวอย่างแท้จริงแล้ว”

อาการคุณแม่ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“ไม่มีปัญหาแล้วครับ ก็กลับมาอยู่บ้านได้แล้ว”

เราแพนิคไหมเพราะคนใกล้ตัวเราก็ติดเชื้อโควิด?

“ผมทำใจยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้กับโลกใบนี้ได้สองสามปีแล้ว ว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้และมันไม่ได้มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นประเทศเราก็ไม่ได้เป็นประเทศเดียว มันเป็นทั้งโลกและมันติดกันทั้งโลก และมันติดกันเร็วมากมันเป็นโรคติดต่อที่มันเกิดขึ้นมาใหม่ มันเป็นของใหม่ มันเป็น New Normal อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิต การระมัดระวังตัว เราก็ต้องปรับด้วย บางสิ่งบางอย่างมันคงจะไม่ได้ดั่งใจเราเหมือนเมื่อสมัยก่อน ที่เราคิดอยากจะทำอะไรเราก็ทำ คิดอยากจะไปไหนเราก็ไป ตอนนี้อย่าทำอย่างนั้นเลย มันเป็นช่วงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย ดังนั้นเราก็มีความหวัง รอวัคซีน แต่เมื่อมันมีวัคซีนมาแล้ว เราก็ต้องระวังตัวด้วย ไม่ใช่ว่ามีข่าวว่ามีวัคซีนมาแล้วมันทำให้เราใช้ชีวิตได้สบายขึ้น เพราะว่ามันยังไม่หายไป”

ในการที่เราจะส่งลูกไปต่างประเทศ เรากลัวไหม? “เรื่องไปต่างประเทศอย่าพึ่งคุยกันตอนนี้เลย เราไม่รู้ว่าปีนี้หรือปีหน้าหรืออีกสองสามปี เราจะสะดวกไปกันได้ไหมในสถานการณ์โลกแบบนี้”

ให้น้องอยู่ที่ไทยก่อนใช่ไหม? “ใช่ๆ คนโตก็สอบติดอยู่ที่ไทย ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ที่ไทย ณ ช่วงเวลานี้ประเทศไทยดีที่สุด และผมเป็นคนที่ติดตามข่าวต่างประเทศและเรียนการเมืองการปกครองของต่างประเทศด้วย ไทยดีที่สุดแล้วครับ อยู่ประเทศนี้เถอะประเทศนี้ปลอดภัยและดีที่สุด สาธารณสุขดีมาก”

ลูกมีมาขอไหมว่าถ้าเกิดสถานการณ์ดีขึ้นอยากจะไปที่ต่างประเทศ? “ถ้าเกิดเขาโตกว่านี้และถ้าเขาอยากไปไหนผมไม่เคยห้ามลูกอยู่แล้วครับ จะตัดสินใจทำอะไรจะไปไหนเคารพในการตัดสินใจซึ่งกันและกัน และผมก็เห็นแล้วว่าลูกของผมก็มีแพลนในการเดินชีวิตของเขา”

ตัวเราเองตอนนี้ยังตัดผมไหม? “ผมอยู่ในสถานะที่มีหมวกอยู่หลายใบมาก เล่นละครเยอะมากช่วงนี้ ผมตัดผมด้วยเมื่อมีเวลาว่าง ผมเป็นเซียนพระด้วย เมื่อมีความสุขกับมันและผมก็เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นผู้ชายที่ดูดฝุ่นอยู่บ้านด้วย”

เป็นเพราะสถานการณ์โควิดด้วยหรือเปล่าที่ทำให้เรากลับมารับงานละครมากขึ้น? “มันอาจจะเป็นไปได้ด้วยครับ เพราะมันมีสถานการณ์โควิดมายอดขายมันก็ลดลง มันก็ทำให้เรามีเวลามากขึ้น ประกอบกับลูกคนเล็กของผมไม่เคยเห็นผมเล่นละคร ไม่เคยเห็นผมมีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างที่ได้เล่นละครกลับมาบ้านหิ้วขนมมาฝาก แต่งหน้ากลับมาบ้าน พอเขาพูดขึ้นมา เราก็รู้สึกว่าเดี๋ยวเล่นละครให้ลูกดูหน่อยดีกว่า ก็มาถ่ายได้สักประมาณสองปีแล้ว รอบนี้ก็คงจะยาวครับ”

เข้าวงการเซียนพระได้ยังไง? “เรื่องพระผมเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้วผมชอบมาตั้งแต่ 9 ขวบ 10 ขวบแล้ว”

ช่วงนี้ทำงานหาเงิน? “เป้าหมายในชีวิตของผมมันก็เปลี่ยนไปจากที่เคยทำอะไรสุดโต่งก็กลับกลายมาอยู่ตรงกลางมากขึ้น เงินไม่ต้องได้มาเยอะมากก็ได้ แต่ขอทำให้ครอบครัวมีความสุขและส่งลูกไปให้มีความสุข เอาแค่นั้นผ่านในช่วงของวิกฤติของโควิดนี้ที่จะเกิดขึ้นในปีสองปีนี้ไปให้ได้”

กระทบเยอะไหม? “ผมเริ่มมีการปรับตัวเองมาก่อนเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว ผมเริ่มจัดชีวิตตัวเอง แล้วจากการที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายไม่คิด เมื่อเริ่มมาทำธุรกิจเอง เราก็เริ่มปรับแผนของตัวเองว่าเราควรจะต้องใช้จ่ายเท่านี้ พอทำไปเรื่อยๆมันก็เลยเกิดความเคยชิน มันก็เลยทำให้เกิดความไม่มีคำว่าดาราอยู่ในตัว การจับจ่ายใช้สอยอะไรมันไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนแล้วว่าอยากได้ก็ซื้อเลย เงินไม่มีไม่เป็นไร เพราะว่ายังถ่ายละครอยู่อีกสองเรื่องเงินมีอยู่ในบัญชีรอ เงินในอนาคตรออยู่แล้ววิธีคิดตรงนั้นไม่มีแล้ว”

ADD YOUR COMMENT

Your email address will not be published. Required fields are marked *